พระแสงขรรค์ชัยศรี
พระแสงขรรค์ชัยศรี ยามเฉพาะองค์ 65 เซนติเมตร ด้าม 25.5 เซนติเมตร ฝัก 75.5 เซนติเมตร ยาวตลอดองค์ 101 เซนติเมตร หนัก 1900 กรัม

สำหรับพระขรรค์องค์นี้ใบพระขรรค์เป็นของเก่า ชาวประมงทอดแห่ได้ที่ทะเลสาบนครเสมราฐ เมื่อพุทธศักราช 2327 เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์(แบน) ให้พระยาพระเขมร เชิญเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯให้ทำด้ามและฝักขึ้นด้วยทองคำลงประดับอัญมณีใช้เป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์สืบมา

พระขรรค์นี้เมื่อเชิญมาถึงกรุงเทพฯมือสนีบาตตกถึง 7 แห่ง จำนวนนี้มีตกในพระบรมมหาราชวังถึง 2 แห่ง คือที่ประตูวิเศษชัยศรี และพิมานชัยศรี ซึ่งเป็นเหตุให้ประตูทั้งสองได้สร้อยชัยศรีตามชื่อพระขรรค์องค์นี้ด้วย

พระแสงขรรค์ชัยศรีมีลักษณ์ดังนี้ ตัวพระขรรค์เป็นเหล็กแหลมกล้ามีสองคม โคนพระขรรค์คร่ำทองจำหลักรูปเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ประกอบด้วยพระนารายณ์ทรงครุฑอยู่เบื้องล่าง ถัดมาเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ แต่ละองค์อยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วแล็กๆ ที่เรียงซ้อนขึ้นไปอีกทีหนึ่ง ด้ามของพระขรรค์เป็นทองคำลงยาประดับพลอย ส่วนบนของด้ามทำเป็นลายกลีบบัว และส่วนบนของกลีบบัวเป็นครุฑแบก ตรงกลางด้ามทำเป็นลายหน้าสิงห์ก้านแย่ง และที่สันด้ามทำเป็นเทพพนมซ้อนกันในรูปของหัวเม็ด ฝักทองคำลงยาที่โคนและปลายฝัก ส่วนลายตรงกลางนั้นเป็นเงินฉลุประดับพลอย



Writer :Mr.Chanok, Date : 29-07-2011 11:28:28

แม้จะเป็นดาบเหมือนราชกกุธภัณฑ์ของญี่ปุ่น แต่ของไทยถือว่าพระขรรค์เป็นสัญลักษณ์ของปัญญา ที่กษัตริย์อาจใช้สะบั้นปวงปัญหาให้สิ้นลงได้

โดยพระแสงขรรค์ชัยศรีก็มีที่มาพิสดารไม่แพ้อาวุธวิเศษอื่น เพราะเป็นฝีมือเก่าแก่ตั้งแต่สมัยขอมสร้างนครวัดแต่กลับจมอยู่ท้องทะเลสาบเสียมราฐอยู่ตลอดมา ต่อเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จปราบดาภิเษก จึงได้มีคนงมได้และทูลเกล้าถวาย

ยิ่งกว่านั้น พระขรรค์ยังมาถึงพระนครโดยเปรี้ยงปร้าง เพราะเกิดฟ้าผ่าถึงเจ็ดแห่งภายในวันที่พระขรรค์ถูกนำเข้ากรุงเทพ โดยครั้งหนึ่งไปผ่าเอาที่ประตูพระบรมมหาราชวังที่เป็นทางผ่านของพระขรรค์ ทำให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯทรงตั้งชื่อประตูนั้นตามฤทธิ์พระขรรค์ว่า “ประตูวิเศษไชยศรี”

จึงสมควรแล้วที่พระขรรค์จะถูกใช้แทงลงในน้ำซึ่งข้าราชการใช้ดื่มเพื่อสาบานตัวในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เพื่อทำลายขวัญของผู้ที่คิดไม่ดีต่อแผ่นดินว่าจะต้องมีบั้นปลายอันเป็นไปด้วยคมหอกคมดาบ

คำถามที่นักปราชญ์แต่ก่อนขบคิดมานานมาก คือ พระแสงขรรค์ชัยศรี มีมาอย่างไร? จากไหน?

คำตอบตรงกันเป็นส่วนมากคือ พระแสงขรรค์ชัยศรี เป็นคติจากเขมรเมืองพระนคร ตั้งแต่ยุคนครวัด ถึงยุคนครธม มีหลักฐานสำคัญอยู่ในหลักศิลาจารึกวัดศรีชุม ยุคสุโขทัย ว่าพระเจ้าแผ่นดินเขมรนครธมสมัยนั้น พระราชทาน"ขรรค์ชัยศรี"ให้พ่อขุนผาเมืองแห่งกรุงศรีสัชนาลัยสุโขทัย พร้อมด้วยธิดานามว่าสุขรมหาเทวี ให้เป็นชายา

พระแสงขรรค์ชัยศรีของพ่อขุนผาเมืองนี้เอง ที่ผู้รู้บางท่านมีความเห็นว่าเป็นพยานสำคัญแสดงว่าพ่อขุนผาเมืองคือพระเจ้าอู่ทองที่ครองกรุงศรีอโยธยาศรีรามเทพนคร (หรือต่อมาเป็นกรุงศรีอยุธยา) เพราะมีในพงศาวดารเหนือยืนยันสอดรับ ว่าท้าวอู่ทองเสด็จลงมาจากเมืองสวรรคโลก (ศรีสัชนาลัยสุโขทัย) แล้วสถาปนากรุงศรีอยุธยา

แต่กรุงศรีอยุธยาสืบมาจากกรุงละโว้เป็น"เครือญาติ"เขมรนครวัด-นครธมอยู่แล้ว ฉะนั้นพระแสงขรรค์ชัยศรีก็ย่อมตกทอดจากละโว้เป็นปกติ ไม่ใช่เรื่องประหลาด

ที่ประหลาดคือประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยสมัยนี้ ไม่เข้าใจ และไม่ get โครงสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองการปกครองของสุวรรณภูมิแบบ"เครือญาติ"ทางการแต่งงาน ไม่ใช่แบบจักรวรรดินิยมล่าเมืองขึ้นของยุโรปสมัย






Date : 29-07-2011 11:28:28



Counter :10334 [Start : 26/April/2007]