พระกริ่งจีนนอก(เล็ก) สำริดขนาดเล็กจิ๋ว หน้าตัก 1 ซม
การสร้างพระกริ่งมีมาแต่โบราณ เริ่มขึ้นที่ประเทศทิเบต และจีน จึงเรียกติดปากว่า พระกริ่งทิเบต และ กริ่งหนองแส พระกริ่งเป็นพระพุทธเจ้าปางมาช่วยโปรดสัตว์โลก หรือเรียกกันว่า "พระไภสัชคุรุ" เป็นพระพุทธเจ้าปางหนึ่งของลัทธิมหายาน ซึ่งหมายความว่า ทรงเป็นครูในด้านเภสัช คือ การรักษาพยาบาล ต่อมาได้แพร่หลายมานิยมสร้างในเขมรเรียกว่า "พระกริ่งอุบาเก็ง" หรือ "พระกริ่งพนมบาเก็ง" และ "พระกริ่งพระปทุมสุริยวงศ์" ตำราสร้างพระกริ่งดั้งเดิมอยู่กับ สมเด็จพระพนรัต วัดปาแก้ว (วัดใหญ่ชัยมงคล) จ.พระนครศรีอยุธยา แต่จะรวบรวมข้อมูลมาจากที่ใดบ้าง และท่านจะสร้างสร้างไว้บ้างหรือเปล่า ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด
ต่อมาตำราได้ตกมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระปรมานุชิโนรส วัดพระเชตุพนฯ แต่ไม่มีหลักฐานการสร้างพระกริ่งของสมเด็จฯ ท่าน จนกระทั่งตำราตกทอดมาถึง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ แห่งวัดบวรนิเวศ จึงได้ทรงสร้าง "พระกริ่งปวเรศ" ขึ้น โดยใช้โลหะ 9 อย่างที่เรียกว่า "นวโลหะ" คือ ทองคำ, เงิน, ทองแดง, สังกะสี, ปรอท, บริสุทธิ์, เหล็กละลายตัว, จ้าวน้ำเงิน, ชิน









Writer :Mr.Chanok, Date : 15-04-2010 08:00:34


พระกริ่งจีนมีความนิยมสร้างกันมานาน ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากประเทศธิเบต โดยสร้างขึ้นเป็นพระบูชาขนาดเล็ก เพื่อจำลองแทนองค์สมเด็จพระสัมมาไภสัชยคุรุพุทธ และจะนำมาบรรจุใส่เม็ดกริ่งกันอีกทีในภายหลัง จึงเรียกกันว่าพระกริ่ง ซึ่งยังแบ่งการเรียกหาเป็นพิมพ์ต่างๆ ตามที่พบ เช่นสร้างเป็นพระกริ่งจีนเปียกทอง พระกริ่งใหญ่ หรือกริ่งบาเก็งที่พบกันในประเทศเขมร หรือกริ่งหนองแส ดังกล่าวนี้เป็นต้น ถ้าสันนิษฐานอายุการสร้าง ในบางองค์ในยุคต้นๆน่าจะมีมากกว่าพันปีขึ้นไป และยังนิยมสร้างกันต่อมาอีกเรื่อยๆ ในสมัยราชวงศ์ต่างๆในภายหลัง
ถือเป็นพระที่สร้างขึ้นโดยความศรัทธา ในพระพุทธศาสนามหายาน ที่สร้างขึ้นเพื่อจะจำลอง แทนองค์สมเด็จพระสัมมาไภสัชยคุรุพุทธ ที่เสด็จลงมาโปรดช่วยเหลือมนุษย์ในยามที่เกิดยุคเข็ญ ซึ่งในกาลครั้งนั้นมีหมู่อมนุษย์มากมาย ออกมารบกวนรังควานหมู่มวลมนุษย์ ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ และบ้างก็ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก เมื่อพระองค์ท่านได้ทรงรดน้ำมนต์ไปยังที่แห่งใด หมู่อมนุษย์ก็จะหลบหนีหายไปจนหมดสิ้น และถ้ามีใครเจ็บป่วยอยู่ พอได้รับน้ำมนตร์ ก็จะหายจากโรคภัยไข้เจ็บนั้นโดยพลัน
ลักษณะของพระกริ่งจีนนั้น เป็นพระหล่อแบบโบราณ โดยช่างในยุคสมัยนั้นที่หล่อได้ปราณีตมาก คือจะไม่มีรอยแต่งตะไบปรากฏให้เห็นตามด้านข้างขององค์พระ และหลังจากที่หล่อเสร็จแล้ว ซึ่งอาจจะมีทั้งที่เป็นแบบหล่อตันทั้งองค์ ก็จะนำมาเจาะเพื่อใส่เม็ดกริ่งในภายหลัง หรือเป็นพระหล่อแบบก้นฐานกลวง ก็จะนำมาบรรจุใส่เม็ดกริ่ง และปะปิดที่ใต้ฐานก็มี และในบางองค์นั้น ก็อาจจะมีการนำมาตอกโค๊ตตราประจำราชวงศ์ หรือตราประจำในรัชสมัยที่ได้สร้างพระกริ่งนั้นก็มี เช่นเป็นลวดลายที่ใต้ฐาน หรือมีอักษรที่สะโพกทางด้านหลังของพระ และหลังจากนั้นในยุคต่อมาที่ช่างเริ่มมีวิวัฒนาการสูงสุด ก็จะมีการลงอาบทองคำซึ่งเรียกกันว่า"เปียกทอง"เพื่อรักษาเนื้อของพระเอาไว้ โดยจะมองเห็นทองคำกับเนื้อพระกลืนเป็นเนื้อเดียวกันสนิท แต่ต่อมาเมื่อทองเริ่มสึกออกไป จึงจะมองเห็นเนื้อข้างในซึ่งส่วนมากในยุคต้นๆนั้น จะเป็นเนื้อออกสำริด ซึ่งจะมีสนิมที่ขึ้นกินขุมคล้ายกับสนิมพระบูชา หรืออาจมีสีผิวคล้ายกับสีของเปลือกมันเทศก็มี ดังนี้เป็นต้น







พระกริ่งวัดสุทัศน์ฯ มีชื่อเสียงทรงคุณวิเศษหลายประการ มีผู้นิยมนับถือกันมาก ยิ่งในปัจจุบันนี้ยิ่งหายาก เพราะ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ทรงสร้างไว้จำนานไม่มาก สาเหตุที่ทรงสร้างพระกริ่งนั้น เนื่องจากเมื่อครั้งที่ สมเด็จพระวันรัต (แดง) พระอุปัชฌาย์ อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของ พระองค์ทรงเคยรักษาผู้ป่วยเป็นอหิวาตกโรคให้หายได้ ด้วยการอาราธนาพระกริ่งลงในน้ำทำเป็นน้ำพระพุทธมนต์ แล้วโปรด ให้น้ำนั้นแก่ผู้ป่วยดื่ม ปรากฏว่าหายอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อตรัสอย่างนั้นแล้ว ก็อาราธนาพระกริ่งลงในน้ำ ทำน้ำพระพุทธมนต์ประทานแก่ สมเด็จพระวันรัต (แดง) เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์นั้นแล้ว ก็บรรเทาหายอาพาธเป็นปกติ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ได้ทอดพระเนตรเห็นคุณวิเศษน่าอัศจรรย์ ของพระกริ่งในขณะนั้นแล้ว จึงเกิดความสนพระทัย และทรงเริ่มศึกษาค้นคว้าตำราที่จะสร้างพระกริ่งเรื่อยมา จนมีความรู้เชี่ยวชาญในการสร้างจนเจนจบ เมื่อจะมีการสร้างพระกริ่งขึ้นครั้งใด พระองค์จะถูกขอร้องให้เป็นผู้ชี้แจงการสร้าง และการหล่อ ในฐานะประธานการหล่อเสมอมา
ถึงพ.ศ. 2441 ขณะดำรงสมณศักดิ์เป็น "พระเทพโมลี" ได้สร้างขึ้นเองเป็นครั้งแรกเพียง 9 องค์ และใช้วัตถุตามตำรับ ที่เรียกว่า "นวโลหะ" สร้างพระมีสีดำสนิท จากนั้นทรงสร้างพระกริ่งเรื่อยมาถึงวันคล้ายวันเกิด ภายหลังได้รับสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระวันรัต จึงได้สร้างพระกริ่งเนื้อนวโลหะขึ้นเป็นสีค่อนข้างแดง 69 องค์ เมื่อพ.ศ. 2482 สร้างตามแบบพระกริ่งหนองแสขนาดใหญ่ พระอาจารย์อินทร์ เป็นผู้หล่อที่วัดคอกหมู พระกริ่งแบบนี้ได้สร้าง ครั้งสุดท้ายมีจำนวน 424 องค์ เมื่อทรงสร้างพระกริ่งรุ่นนี้แล้วก็ทรงมอบตำราการสร้างให้แก่ศิษย์ที่ใกล้ชิดต่อไป ซึ่งก็คือ "เจ้าคุณพระศรีสัจจญาณมุนี (สนธิ์)" ผู้เป็นเจ้าพิธีในการสร้างพระกริ่งทุกรุ่นของท่าน
พระกริ่งของ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) หรือตำรับวัดสุทัศน์ฯ นั้น จะต้องเป็นเนื้อนวโลหะสัมฤทธิ์ ผิวเนื้อชั้นนอก ดำสนิทเป็นมัน ซึ่งผิวเนื้อสัมฤทธิ์นั้นมี 3 ชนิดคือ
1. สัมฤทธิเดช เนื้อออกสีแดงอ่อน หรือแดงแก่ เฉลิมพระนามว่า "พระกริ่งยอดฟ้า"
2. สัมฤทธิศักดิ์ เนื้อออกสีขาว หรือขาวจัด เฉลิมพระนามว่า "พระกริ่งเลิศหล้า"
3. สัมฤทธิโชค เนื้อออกสีเหลือง หรือเหลืองจัด เฉลิมพระนามว่า" พระกริ่งนั่งเกล้า"
ทั้งนี้ โลหะที่จะใช้หล่อสร้างพระกริ่งนั้น สมเด็จฯ จะทรงเป็นผู้ให้ส่วนผสมเองทุกครั้ง เพื่อที่จะให้เนื้อนวโลหะเป็นเนื้อ กลับดำสนิท หรือที่เรียกว่า "เนื้อสัมฤทธิ์ดำ" (สัมฤทธิ์ แปลว่า สำเร็จด้วยอิทธิฤทธิ์)
แต่โบราณนิยมใช้สัมฤทธิ์รวมประกอบ ในการพิธีมงคลต่าง ๆ เช่น ครอบน้ำพระพุทธมนต์สัมฤทธิ์ ขันน้ำสัมฤทธิ์ โถเจมิสัมฤทธิ์ เต้าปูนสัมฤทธิ์ ตะยันหมากสัมฤทธิ์ ฯลฯ ถือกันว่าเป็นมงคลเสนียดจัญไร ด้วยเหตุนี้ พระกริ่งของสมเด็จฯ จึงมีคุณวิเศษที่หลากหลาย ทั้งในด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย โชคลาภ แม้กระทั่งทางอยู่ยงคงกระพัน
พระกริ่งวัดสุทัศน์ฯ นับว่าเป็น สำนักที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากเป็น สำนักที่สืบทอดตำราการสร้างไว้อย่างครบถ้วน แม้จะมี สำนักอื่น ๆ จัดสร้างขึ้นมากมาย แต่ไม่ สามารถทัดเทียมได้ ยิ่งนานวันก็ยิ่งทำให้พระกริ่งของ สมเด็จพระ สังฆราช (แพ), เจ้าคุณศรีฯ ( สนธิ์) และอดีตเจ้าอาวาส ทุกองค์ รวมทั้งพระกริ่งรุ่นใหม่ที่ สร้างขึ้นในยุคปัจจุบันล้วนเป็นที่ต้องการในหมู่นัก สะ สม และได้รับความนิยมอย่างไม่เ สื่อมคลาย







Date : 15-04-2010 08:00:34



Counter :10711 [Start : 26/April/2007]